"บ้านป่าตาลไม่ใช่แค่แบบบ้านแต่มันคืองานศิลปะ"

ความเป็นมาของบ้านป่าตาลแบบบ้านทรงไทยประยุกต์

               "บ้านป่าตาล" เป็น ชื่อหมู่บ้านหนึ่งใน อำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นภูมิลำเลาของผู้ก่อตั้ง  ซึ่งในช่วงประมาณ ปี 2551 ได้ทำบ้านหลังแรกออกมาในสไตล์ไทยประยุกต์ รูปแบบชั้นครึ่ง (แบบบ้าน BP01) ซึ่งมีลักษณะรูปทรงที่แตกต่างจากบ้านทั้วไป และ ขณะนั้น ได้นำภาพก่อสร้างบ้านไปโพส ในบล๊อกของ pantip โดยใช้ชื่อ login ในการตั้งกระทู้ว่า "บ้านปาตาล" ตามชื่อภูมิลำเนา ซึ่งมีคนสนใจและชื่นชอบในสไตไล์นี้เป็นจำนวนมาก และเรียกแบบบ้านลักษณะนี้ว่าบ้านป่าตาล ตั้งแต่นั้นมาก็ได้มี บ้านป่าตาล ทยอยออกมาอีก 30 แบบ และมีการก่อตั้งบริษัทบ้านป่าตาลในปัจจุบัน ซึ่งจะมีรหัสแบบบ้านขึ้นต้นด้วย BP โดยลักษณะที่สำคัญของบ้านป่าตาลคือ รูปทรงบ้านที่จะเป็นเอกลักษณ์ เช่นรูปแบบเสา รูปแบบหลังคา และรูปแบบโดยรวมที่ บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยในลักษณะก่อปูนทรงเหลี่ยม แต่ในนิยามของบ้านป่าตาล บ้าน หมายถึงงานศิลปะที่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ตามสโลแกน “บ้านป่าตาลไม่ใช่แค่แบบบ้านแต่มันคืองานศิลปะ” 

             บ้านเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญของมนุษย์ เป็นศูนย์รวมของสถาบันครอบครัว เป็นที่ซึ่งครอบครัวใช้ในการอยู่อาศัย พักผ่อน พูดคุย ดังนั้นบ้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตอันหนึ่งทีเดียวครับแต่กว่าที่เราจะได้บ้านสักหลังนึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีขั้นตอนการสร้างบ้านที่ต้องศึกษามีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากมาย โดยเฉพาะงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะมากำหนดรูปแบบของบ้าน เพราะบ้านเป็นทรัพย์สมบัติที่มีมูลค่าสูงไม่ได้มีราคาหลักร้อยหลักบาท แต่มีราคาหลักล้านเลยทีเดียว ดังนั้น การสร้างบ้านแต่ละหลังต้องเริ่มต้นศึกษาข้อมูลกันอย่างมากเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะเรื่องแบบบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนการสร้างบ้าน  

                โดยปกติการจะได้มาซึ่งแบบบ้านก็ต้องมีการจ้างสถาปนิคในการออกแบบซึ่งโดยปกติราคาค่าออกแบบนั้นจะคิดกันตามเปอร์เซ็นต์ของบ้าน  หากเป็นมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปนั้นอาจจะถือว่าแพงพอสมควร ดังนั้นการเลือกวิธีซื้อแบบบ้านสำเร็จรูปจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนที่ยังไม่มีต้นทุนมากพอ แต่้บ้านสำเร็จรูปราคาถูกมักจะขาดความสวยงามและไม่มีคุณภาพ หรือแบบบ้านที่มีความสวยงามมักมีราคาสูงถึงระดับหมื่นกันเลยทีเดียว

                 ดังนั้นแบบบ้านป่าตาลของเราจึงได้มีการออกแบบบ้านให้มีความเป็นเอกลักษณ์  ออกแบบให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพถูมิอากาศของไทย และวิถีชีวิตแบบไทยๆ มีความสวยงามแต่ยึดหลักการออกแบบที่เน้นด้านประโยชน์ใช้สอย และที่สำคัญเน้นราคาที่ทุกคนที่อยากมีบ้านสามารถจัดหาซื้อได้ ในราคาประหยัด โดยลักษณะการออกแบบบ้านของบ้านป่าตาลจะเป็นบ้านไทยประยุกต์ ที่เป็นการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาบ้านทรงไทยของเราในอดีตที่มีเอกลักษ์เฉพาะตัว กับ การออกแบบที่ใช้วัสดุสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จึงออกมาในชื่อที่เรียกกันว่าบ้านทรงไทยประยุกต์ ซึ่งมีเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวไทย เพราะเราคิดว่าจะปลูกบ้านบนผืนแผ่นดินไทยคงไม่มีแบบบ้านแบบใดเหมาะสมกับบ้านทรงไทยอีกแล้ว เพราะบรรพบุรุษเราเป็นผู้ออกแบบและสร้างสรรค์และพัฒนามาหลายยุคหลายสมัยให้เหมาะกับอากาศและวิถีชิวิตของคนไทยเรา   และถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังมีแบบไม่มากแต่เราก็พยายามผลิตงานออกมาเรื่อยๆครับ

ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของเราจะช่วยให้ท่านไ้ด้มีบ้านที่มีเอกลักษณ์ คุ้มค่ากับการก่อสร้าง  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะติดตามผลงานของเราต่อไปและช่วยแนะนำให้เพื่อนๆของท่านให้ทราบเกี่ยวกับเราครับ


จุดเด่นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะซื้อแบบบ้านของบ้านป่าตาลคือ

1. แบบบ้านของบ้านป่าตาลทุกแบบเป็นแบบบ้านที่นำไปสร้างกันจริงๆทั่วประเทศซึ่งเรามี fanpage ที่ http://www.facebook.com/banpatan2006 ที่จะอัพเดทผลงานการก่อสร้างจริงทั่วประเทศโดยตลอด ดังนั้นท่านจะไ้ด้เห็นตัวอย่างของจริงที่แตกต่างกันไปในแต่ละหลัง ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดไอเดียการปรับแต่งของท่านได้ซึ่งจะแตกต่างจากบางแห่งซึ่งมีแต่ภาพตัวอย่าง 3d ให้ดูซึ่งอาจจะแตกต่างจากการสร้างจริงในรายละเอียดต่างๆ

2.ทางบ้านป่าตาลมี รายการวัสดุหรือ BOQ เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ใช้ในการยื่นกู้เงินธนาคาร  รวมทั้งได้เตรียมรานชื่อผู้รับเหมาทั้วประเทศไว้ในฐานข้อมูลออนไลน์ที่ทันสมัยและ มีจำนวผู้รับเหมาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา 

 


 

บริษัทบ้านป่าตาลจำกัด (Banpatan Co.,Ltd.)

90/2 ม.4 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100

E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   line id: @banpatan 

แบบบ้านป้องกันรองรับแผ่นดินไหว

แบบบ้านป้องกันรองรับแผ่นดินไหว

            จากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือน พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมาในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เป็นผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายทั้งอาคารบ้านเรือน สถาบันการศึกษา วัดวาอารามต่างๆ ซึ๋งภัยธรรมชาติดังกล่าวเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ และมีหลักฐานในประเทศไทยก็ว่าได้

             จากเหตุการณ์ทำให้เกิดการตื่นตัวในแวดวงวิชาการในการป้องกันเหตุแผ่นดินไหวที่จะทำลายอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดยนักวิชาการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหว ได้ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารที่จะช่วงป้องกันและรองรับการเสียหายของแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางเราจึงขอนำเสนอบทความดังกล่าวซึ่งคัดลอกมาจาก เว็บผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th ซึ่งจะช่วยให้ท่านที่กำลังจะสร้างบ้านในเขตพื้นที่เสียงภัยได้นำหลักการไปประยุกต์สร้างบ้านของตัวเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้นะครับ

รศ.ดร.อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการสภาวิศวกร อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้เสนอตัวอย่างการเสริมเหล็กในโครงสร้างบ้านปูนเพื่อต้านแผ่นดินไหว โดยมีรายละเอียดของ คาน เสา ข้อต่อระหว่างคานและเสา และการทำของอที่ปลายเหล็กปลอก ดังนี้

1.แบบเสริมเหล็กคาน
บริเวณที่ต้องเสริมเหล็กให้แข็งแรงคือบริเวณปลายคานทั้งสองด้าน ดังนั้นการเสริมเหล็กปลอกในคานจะแบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ 1. บริเวณปลายคานวัดออกมาจากเสาสองเท่าของความลึกคาน ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน หนึ่งในสี่ของความลึกคาน และ 2. บริเวณกลางคานให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของความลึกคาน เช่น คานลึก 40 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกิน 10 ซม. (หรือหนึ่งในสี่ของความลึกคาน) ในระยะ 80 ซม. จากปลายคานทั้งสองด้าน ส่วนบริเวณตรงกลางใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของความลึกคาน)

2.แบบเสริมเหล็กเสา
บริเวณที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ปลายเสาทั้งด้านบนและด้านล่าง การเสริมเหล็กปลอกในเสาจึงแบ่งเป็น 2 บริเวณเช่นกัน คือ 1. บริเวณปลายเสาวัดออกมาเป็นระยะ 50 ซม. ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสา และ 2. บริเวณกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ขนาดเสา เช่น เสาหน้าตัด 20x20 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. ในระยะ 50 ซม. ที่ปลายบนและล่าง ให้มีระยะเรียงไม่เกิน 10 ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 7.5 ซม. ส่วนบริเวณตรงกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (ขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 15 ซม. ซึ่งดีกว่ามาตรฐาน ในขณะที่เสาตอม่อหรือเสาใต้ถุนบ้านให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสา ตลอดความสูงของเสา

3. แบบเสริมเหล็กข้อต่อคาน-เสา
ข้อต่อคือบริเวณที่คานและเสามาต่อกัน มีหน้าที่สำคัญในการยึดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน หากข้อต่อเสียหายรุนแรง อาจจะทำคานและเสาหลุดแยกออกจากกันแล้วทำให้โครงสร้างถล่มได้ ดังนั้นต้องเสริมเหล็กปลอกในข้อต่อคานเสาเพื่อป้องกันการวิบัติด้วย โดยต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. และมีระยะระหว่างเหล็กปลอกไม่เกินด้านแคบของเสา เช่น เสาขนาด 20 x 20 ซม. ระยะเรียงของเหล็กปลอกในข้อต่อต้องไม่เกิน 20 ซม. (หรือหากใช้เพียงครึ่งหนึ่งหรือ 10 ซม. ก็จะดีมาก)

4. แบบเสริมเหล็กที่ปลายคานตัวนอก
คานที่บรรจบกับเสาต้นนอก จะต้องงอฉากที่ปลายเหล็กบนและเหล็กล่างในคาน ให้ฝังเข้าไปในเสา เพื่อให้เกิดการยึดระหว่างคานกับเสาอย่างแข็งแรง หากไม่งอฉากแล้ว คานอาจจะหลุดแยกจากเสาได้ เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหว

5. แบบของเหล็กปลอกต้านแผ่นดินไหเหล็กปลอกคือเหล็กเป็นวงที่พันรอบเหล็กแกน เป็นเหล็กที่มีหน้าที่สำคัญสองประการคือ 1. ป้องกันการการกะเทาะหลุดของคอนกรีต และ 2. ป้องกันการคดงอของเหล็กแกน แต่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงรายพบว่า ปริมาณเหล็กปลอกที่เสริมในเสาน้อยเกินไป อีกทั้งวิธีการดัดงอเหล็กปลอกยังไม่แข็งแรงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เหล็กปลอกง้างหลุดออกมาเป็นจำนวนมาก การเสริมเหล็กปลอกให้แข็งแรงนั้น ปลายเหล็กปลอกควรดัดทำมุม 135 องศาแล้วฝังเข้าไปในแกนคอนกรีตเพื่อยึดเหล็กปลอกให้ตรึงแน่นอยู่กับแกนเสา หากไม่งอ 135 องศาแล้ว เหล็กปลอกจะถูกคอนกรีตดันจนง้างหลุดออกจากเสาได้"

แบบบ้านป้องกันรองรับแผ่นดินไหว

 

นอกจากนั้นในรายงานของสำนักข่าว คมชัดลึก http://www.komchadluek.net/ ได้สรุปงานวิจัยของ รศ.ดร.อมร พิมานมาศ ซึ่งได้นำเสนอ 10 แนวทางการออกแบบอาคารในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ไม่ยาก และเหมาะกับการก่อสร้างในบ้านเรา ประกอบด้วย

            1. วัสดุก่อสร้างต้องได้มาตรฐาน คอนกรีตต้องมีกำลังรับน้ำหนักไม่น้อยกว่า 240 กก.ต่อตารางเซนติเมตร หรือมากกว่านั้น เหล็กเส้นต้องเป็นเหล็กได้มาตรฐาน มี มอก. รองรับ การใช้คอนกรีตที่ด้อยคุณภาพหรือเหล็กไม่เต็มเส้นจะทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรง

            2. เสาบ้านต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 20 ซม. เสาที่มีขนาดใหญ่ยิ่งต้านแผ่นดินไหวได้ดี เพราะเสาเป็นโครงสร้างหลักที่ต้องต้านแผ่นดินไหว หากเสาเล็กเกินไป อาจทำให้โครงสร้างอาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มได้โดยง่าย

            3. เหล็กเส้นในเสาต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น และมีขนาดไม่ต่ำกว่า 12 มม.

           4.เสาทุกต้นต้องเสริมเหล็กปลอก โดยเหล็กปลอกต้องพันเป็นวงรอบเหล็กแกน เหล็กปลอกที่ใช้ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. หากใช้เหล็กขนาด 9 มม. ได้ยิ่งดี และต้องพันเหล็กปลอกให้ถี่ๆ โดยเฉพาะที่โคนเสาและปลายเสาด้านบนต้องวางเหล็กปลอกจำนวนอย่างน้อย 10 วง ในระยะ 50 ซม. วัดจากปลายด้านบนและปลายด้านล่างของเสาทุกต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาชั้นล่างสุดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

           5.ข้อต่อหรือบริเวณที่คานและเสามาบรรจบกันจะต้องเสริมเหล็กปลอกเช่นกัน โดยต้องใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. จำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น พันรอบเหล็กแกนในบริเวณข้อต่อ

           6.คาน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ หากสามารถพันเหล็กปลอกที่บริเวณปลายคานให้ถี่ๆ ได้ จะทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น

           7.หลีกเลี่ยงการต่อเติมส่วนต่างๆ ของโครงสร้างเอง เช่น การต่อเติมชั้นลอยอาจทำให้เสาปกติกลายเป็นเสาสั้นและอาจทำให้ถูกเฉือนขาดได้ง่าย

           8.ต้องระวังการก่อสร้างบ้านที่ชั้นล่างเปิดโล่ง แนวทางป้องกันควรทำค้ำยันไม้หรือเหล็กจากมุมล่างของเสาต้นหนึ่งไปยังมุมบนของเสาต้นถัดไปเป็นรูปกากบาท จะทำให้ชั้นที่เปิดโล่งนั้นมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไม่พังถล่มลงมา

           9.การก่อกำแพงอิฐต้องก่อให้ตลอดความสูงของเสา ห้ามปล่อยให้มีช่องว่าง เพราะจะทำให้เกิดการเฉือนขาดได้ง่ายๆ

          10.ในการก่อสร้างบ้านที่แข็งแรงนั้น ควรมีวิศวกรโยธาเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

 

ทั้งนี้จากการสำรวจพื้นที่ความเสียกหายของอาคารบ้านเรือนในเขตจังหวัดเชียงรายโดยสภาวิศวกรรมเแห่งประเทศไทยนั้น ได้สรุปสาเหตุความเสียหายว่าเกิดจาการก่อสร้างอาคารในส่วนของ คาน และ เสาซึ่งไม่ได้มาตราฐาน ดังนั้นจึงได้แนะนำการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างหลักและเสาไว้ได้อย่างน่าสนใจโดยแบ่งตามระดับความเสียหายดังนี้คือ

               1.ความเสียหายระดับ 4 หรือรุนแรงมากที่สุด: บ้านที่ใช้เสาปูนไม่ได้มาตรฐาน เช่น เสาขนาดเล็กกว่า 20 ซม. หรือเสริมเหล็กแกนไม่ครบ 4 เส้นตามมาตรฐาน จะพังถล่มโดยสิ้นเชิง เช่น เสาหัก หรือขาดจากกัน ทำให้บ้านทรุดและพังถล่มลงมา

              2.ความเสียหายระดับ 3 หรือรุนแรงมาก: บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 20 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กเท่ากับ 20 ซม. จะเกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาอย่างรุนแรง คอนกรีตแตกระเบิดออก เหล็กปลอกง้างหลุด เหล็กแกนโก่งงอ บิดเบี้ยว แม้ว่าอาคารจะยังไม่พังถล่ม แต่พื้นชั้นสองอาจทรุดตัวแล้ว ดังนั้นต้องรีบซ่อมแซมและเสริมเหล็กใหม่แทนที่เหล็กเดิมที่คดงอโดยเร็ว

              3.ความเสียหายระดับ 2 หรือปานกลาง : บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 25 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกไม่พอ คือ ใช้เหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กปลอกเท่ากับ 25 ซม. เกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาปานกลาง คอนกรีตไม่ถึงขั้นแตกระเบิด มีเฉพาะคอนกรีตส่วนเปลือกที่หลุดออกมาบ้าง อาจสังเกตเห็นเหล็กเสริมได้ แต่เหล็กเสริมยังไม่คด จัดเป็นความเสียหายที่เปลือกคอนกรีตเท่านั้น สามารถซ่อมแซมได้โดยฉาบปูนเกราท์เข้าไปในบริเวณที่เสียหาย

              4.ความเสียหายระดับ 1 หรือเล็กน้อย : บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 30 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 6 มม. มีระยะเรียงเหล็กปลอก 30 ซม. ได้รับความเสียหายที่ปลายบนและล่างเพียงเล็กน้อย แค่ผิวคอนกรีตหลุดถลอกออกมา ไม่กระทบต่อโครงสร้าง สามารถซ่อมแซมได้ โดยฉาบปูนเกราท์เข้าไปในบริเวณที่เสียหาย สามารถใช้งานโครงสร้างได้ดังเดิม

 

จากการวิเคราะห์โครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย พบว่าปัจจัยที่สำคัญต่อความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านปูนคือเสาอาคาร ดังนั้นจึงขอแนะนำกฎ 4 ข้อ สำหรับการก่อสร้างเสาบ้านปูนในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว ดังนี้

               1.เสาของบ้านปูนที่มีความสูง 2 ชั้น ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 20-25 ซม. และขนาดไม่น้อยกว่า 30-35 ซม. สำหรับความสูง 3 ชั้น

              2.เหล็กแกนในเสาต้องไม่น้อยกว่า 4 เส้น หากใช้ 6 เส้นหรือ 8 เส้นจะดีมาก และขนาดของเหล็กแกนต้องไม่เล็กกว่า 12 มม. หากใช้เหล็ก 16 มม. ได้ยิ่งดี เพื่อให้เหล็กไม่คดงอได้ง่ายเมื่อคอนกรีตกะเทาะหลุดออก                                

              3.เหล็กปลอก สำหรับบ้าน 2 ชั้น ควรใช้ไม่น้อยกว่า 6 มม. พันรอบเหล็กแกนเสาให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ส่วนบ้าน 3 ชั้นควรใช้เหล็กปลอกไม่น้อยกว่า 9 มม. พันรอบเหล็กแกนให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ตำแหน่งที่พันเหล็กปลอกถี่นี้ให้วัด 50 ซม. จากปลายบนและปลายล่างของเสา ส่วนตรงกลางเสาให้ใช้ระยะเรียงเหล็กปลอกเป็นสองเท่าหรือ 15 ซม. ได้

             4.เสาตอม่อ หรือเสาใต้ถุนบ้าน ควรมีขนาดใหญ่กว่าเสาชั้นบนด้านละ 5 ซม. และควรเสริมเหล็กปลอกให้ถี่ตามข้อ 3 ตลอดความสูงเสา

จากบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องทางบ้านป่าตาลได้นำหลักการมาออกแบบ แบบบ้านของบ้านป่าตาลตั้งแต่รหัสแบบบ้าน BP26 ให้เป็นแบบบ้านป้องกันแผ่นดินไหวซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในการอยู่อาศัยซึ่งส่งผลต่อทรัพย์สินและสภาพจิตใจ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยในอนาคต

 

 

 

ความสำคัญของหลังคาบ้านและประเภทของหลังคาบ้าน 

เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของหลังคาบ้านและประเภทของหลังคาบ้าน
               บ้านเรือนไทยในสมัยโบราณ มีวิวัฒนาการของการใช้วัสดุที่นำมาสร้างหลังคาบ้าน เริ่มต้นกันตั้งแต่วัสดุธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวเช่นใบไม้ต่างๆ อาทิ หญ้าคา ใบตองตึง  โดยนำมาจัดเรียงและมัดรวมกันเป็นผืนที่เรียกว่า ตับ โดย การนำหญ้าคามาใช้นี่เอง จึงเป็นต้นกำเนิดคำเรียก “หลังคา”  และวิวัฒนาการมาเป็นวัสดุที่มีความแข็งเช่น ไม้ เครื่องปั้นดินเผา ซีเมนต์ เป็นต้น  (สมัยโบราณมีการนำเอาดินเหนียวมารีดเป็นแผ่นบางๆและนำไปเผาเกิดเป็นแผ่นดินเผาที่สามารถนำไปเป็นวัสดุมุงหลังคาได้ ในภาคเหนือเรียกว่าดินขอ เนื่องจากส่วนปลายจะพับเป็นรูปขอเกี่ยว 90 องศา เพื่อให้เกี่ยวกับแปหลังคาบ้านได้   ซึ่งดินเผาจะดูดซึมน้ำได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความเย็นกับตัวบ้าน แต่ความชื้นก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานของแผ่นดินเผาลดน้อยลง  สมัยโบราณจึงต้องมีการปูทับหลายๆชั้นเพื่อป้องกันความเสียหาย  และหลังคาก็ได้วิวัฒนาการมาสู่ปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาด้านความคงทนมากขึ้น เช่นหลังคาซีเมนต์ หลังคาใยหิน หลังคาสังกะสี เป็นต้น
“หลังคา” จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารที่มีความสำคัญมาก ทั้งในเรื่องของการป้องกันความร้อน ฝน ลม และความหนาวเย็น รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้อาคารได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปัจจุบันโครงสร้างและวัสดุที่นำมาทำเป็นหลังคามักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความคงทนถาวร  ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอก และเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
สำหรับรูปแบบของหลังคาที่นิยมออกแบบสำหรับบ้านในปัจจุบัน ได้แก่ หลังคาเพิงหมาแหงน หลังคาจั่ว  หลังคาปั้นหยา หลังคาพื้นคอนกรีตเรียบ รวมถึงหลังคาในรูปแบบอิสระ เป็นต้น การพิจารณาว่าจะเลือกใช้หลังคาแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งรูปแบบของอาคารด้วยเช่นกัน

 

รูปแบบของหลังคาบ้านที่ใช้กันโดยส่วนมากในปัจจุบัน

  1. หลังคาบ้านทรงเพิงหมาแหงนหรือหลังคาเพิงแหงน
    หลังคาเพิงหมาแหงน หรือเพิงแหงนตามชื่อเป็นทรงหลังคาที่เน้นการสร้างที่ง่ายๆ นิยมสร้างสำหรับเพิงพักชั่วคราวในสวนในไร่ เป็นหลังคาที่มีลักษณะแบนราบแต่ลาดเอียงโดยยกด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และมีเชิงชายรอบตัวบ้าน โดยอาจจะออกแบบให้ด้านหน้ามีเชิงชายยื่นออกมามากกว่าด้านอื่นๆเล็กน้อยเพื่อให้บังแดดด้านหน้าบ้านได้ดี และการทำลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปเราอาจจะพบเห็นหลังคาเพิงหมาแหงนในบ้านที่มีรูปทรงแบบสมัยใหม่ (Modern)  และ อาจะมีการเพิ่มลูกเล่นในการทำหลังคาแบบ ซ้อนกันหรือทำแบบสองแผ่นเอียงไปคนละด้านก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มลูกเล่นและความสวยงามให้แก่ตัวบ้าน

2. หลังคาบ้านทรงจั่ว (Gable Roof)  

หลังคาบ้านแบบจั่ว ผืนหลังคาจะมีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง(ที่เรียกว่าดั้งหลังคา) เป็นหลังคาบ้านที่นิยมใช้กันทั่วไป เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา เพราะจะมีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามาก จึงเป็นเหมือนฉนวนกันความร้อนได้อย่างดี หากเจาะช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้งสองด้านก็จะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้ดียิ่งขึ้น ก่อสร้างก็ง่าย กันแดดกันฝนได้ดีอีกทั้งยังเป็นรูปแบบทรงหลังคาที่ใช้กันมากในบ้านเรือนไทยสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะมีการออกแบบให้ดั้งของหลังคาที่ความสูง เพื่อเพิ่มมุมลาดเอียงให้แก่หลังคาบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้น้ำฝนไหลลงได้อย่างสะดวก ลดการแตกหักของวัสดุมุงหลังคา จากลม ฝน ลูกเห็บ หรือกิ่งไม้ต่างๆ

3.หลังคาบ้านทรงปั้นหยา (Hip Roof)
หลังคารูปแบบนี้มีด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกันคล้ายๆปิรามิด ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยรับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในสมัยรัชการที่ 5 -6  สามารถกันแดดกันฝนได้ทุกด้าน สวยงาม ทนต่อการปะทะของแรงลมได้ดี แต่ไม่มีหน้าจั่วเพื่อระบายอากาศร้อน จึงอาจจะต้องระบายทางพื้นชายคาแทน แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเนื่องจากอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ดังนั้นการก่อสร้างบ้านโดยการใช้หลังคาปั้นหยาอาจจะต้องใช้วัสดุกันความร้อนอย่างอื่นเข้าช่วยเช่น แผ่นสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน


4.หลังคากึ่งปั้นหยากึ่งจั่ว

เป็นหลังคาที่ประยุกต์นำจุดเด่นของหลังคาปั้นหยาซึ่งมีความแข็งแรง สามารถรับแรงปะทะจากลม แดด ฝน ได้ทุกด้านของบ้าน มีลักษณะเหมือนทรงปั้นหยาแต่ส่วนบนจะมีปลายจั่ว รวมกับจุดเด่นของหลังคาจั่วในเรื่องการระบายความร้อนออกมาจากหน้าจั่วได้ดี เนื่องจากมีช่องอากาศที่หน้าจั่วซึ่งลมสามารถพัดเข้าไปไล่อากาศร้อน รวมถึงอากาศร้อนก็จะลอยตัวออกมาจากหน้าจั่วนี้ได้    ซึ่งลักษณะของหลังคาดังกล่าวพบเห็นมากในบ้านเรือนทรงไทยล้านนาในภาคเหนือ และยังคงถูกนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมีข้อดีมากแล้วยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์อีกด้วย

5.หลังคาเรียบ (Flat Slab Roof)

ส่วนมากเป็นหลังคาคอนกรีต มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือเทไปยังท่อระบายบนหลังคา (Roof Drain) นิยมใช้สร้างเป็นหลังคาอาคารประเภทตึกแถว คอนโด และบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ในรูปทรงเรขาคณิต (สไตล์โมเดิร์น) พื้นหลังคาสามารถจัดเป็นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เช่น วางถังเก็บน้ำ ตากผ้า นั่งเล่น และจัดสวน แต่เนื่องจากหลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี เช่น การผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้วให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วกันซึมทับอีกครั้ง

สรุปข้อดีข้อเสียของหลังคาแต่ละประเภท

ประเภทหลังคา

ข้อดี จุดเด่น

ข้อเสีย จุดด้อย

หลังคาทรงเพิงแหงน

สร้างง่าย ประหยัดงบประมาณ

ป้องกัน แดด ลม ฝน ได้เฉพาะด้านหน้า

หลังคาทรงจั่ว

สร้างง่าย ระบายความร้อนได้ดี

ไม่สามารถป้องกัน แดด ลม ฝนด้านหน้าจั่วได้

หลังคาทรงปั้นหยา

สร้างง่าย ทนทานป้องกันแดดฝนได้ดี

ไม่สามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้

หลังคาทรงเรียบ

สร้างง่าย งบน้อย ใช้พื้นที่หลังคาได้

ระบายน้ำไม่ดี มีความร้อนสูง

หลังคากึ่งจั่วกึ่งปั้นหยา

ป้องกันแดด ลมฝนได้ทุกด้าน และสามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ดี

สร้างยาก มีราคาสูงกว่าแบบอื่น

 

รวมคำถามคำตอบแบบบ้าน

คำถามที่มักจะสอบถามกันเข้ามามากเกี่ยวกับตัวแบบบ้านและการจัดซื้อแบบบ้านของบ้านป่าตาล

 

  1. ถาม : รับเขียนแบบบ้านอื่นๆตามต้องการด้วยหรือไม่
    ตอบ :ทางเราไม่ได้รับเขียนแบบบ้านตามต้องการของลูกค้าครับ จำหน่ายแต่แบบบ้านสำเร็จรูปอย่างเดียว แต่ทางเราได้รวบรวมข้อมูลผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศไว้บริการแก่ลูกค้่าที่นำแบบบ้านไปสร้างสามารถนำข้อมูลไปติดต่อผู้รับเหมาได้เองในจังหวัดของท่านครับ  โดยฐานข้อมูลผู้รับเหมาจะให้ไปพร้อมกับแบบบ้าน ซึ่งจะระบุไว้ด้วยว่าผู้รับเหมารายใดเคยสร้างบ้านตามแบบของเราหรือไม่

 

  1. ถาม : สนใจแบบบ้านแต่จะแก้ไขดัดแปลงแบบบ้านบางส่วนรับแก้ไขให้หรือไม่
    ตอบ :สำหรับการแก้ไขดัดแปลงแบบในตอนนี้ทางเราจะไม่ขอรับปรับแก้ไขแบบให้ครับ จะทำเป็นแบบบ้านสำเร็จรูป อย่างเดียวเท่านั้น และขอแนะนำว่าหากเป็นการแก้ไขดัดแปลงเล็กๆน้อยๆ เช่นปรับลดขนาดห้อง ปรับตำแหน่ง ประตู หน้าต่าง  กลับด้านซ้ายขวา หรืออื่นๆที่ไม่ได้กระทบกับโครงสร้างหลักท่านสามารถ ตกลงกับผู้รับเหมาก่อนการก่อสร้างได้เลยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเขียนแบบใหม่นะครับ

 

  1. 3. ถาม: แบบบ้านใช้ยื่นกู้ธนาคารหรือยื่นขออนุญาตก่อสร้างได้เลยหรือไม่

    ตอบ : หากประเด็นคำถามหมายถึงแบบบ้านนี้ต้องไปเขียนแบบเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่ ตอบว่าแบบบ้านนี้เป็นแบบก่อสร้างที่มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้าง ใช้ประกอบการยื่นกู้ หรือยื่นขออนุญาตได้เลย แต่หากประเด็นหมายถึงแบบบ้าน ต้องไปดำเนินการขั้นตอนอะไรอีกหรือไม่ ตอบว่าเมื่อได้รับแบบบ้านให้นำไปดำเนินการในส่วนของวิศวกร เป็นขั้นตอนต่อไปเนื่องจากสิ่งที่เราจำหน่ายให้ท่านในราคา 5,500 บาท คือตัวเอกสารแบบก่อสร้างบ้าน หรือที่เรียกว่า พิมพ์เขียวขนาด A3 จำนวนประมาณ 40 แผ่น ส่วนเรื่องการดำเนินการของวิศวกร หรือสถาปนิกนั้นเป็นอีกขั้นตอนถัดจากเมื่อได้รับแบบบ้านมาแล้ว เนื่องจากจะต้องมีค่าวิชาชีพวิศวกร แยกต่างหาก โดยประมาณอยู่ที่ 3-5พันบาท (คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าเซ็นในที่นี้คือเซ็นเฉยๆว่าใครเป็นผู้ออกแบบ เพราะหากเป็นแค่เนั้นทางเราก็คงทำให้แล้ว) แต่ในที่นี้ วิศวกรต้องมีการดำเนินการในการออกเอกสารการคำนวน. การกำหนดเสาเข็ม. การวาดผังโฉนดที่ดินรวมถึงกำหนดระบบน้ำดีน้ำเสียซึ่งแตกต่างกันในแต่ละหลัง.แล้วจึงเซ็นรับรอง. ซึ่งทั้งหมดนี้โดยส่วนมากเจ้าของบ้านจะให้ผู้รับเหมาเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ให้เสร็จสรรพ (เมื่อซื้อแบบบ้านไปจะมีฐานข้อมูลผู้รับเหมาทุกจังหวัดทั่วประเทศให้เพื่อใช้ในการติดต่อสอบถามราคา ) ดังนั้นสรุปคือ 5,500บาทที่ท่านจ่ายนั้นเป็นราคาของเอกสารแบบบ้านครับ ซึ่งเป็นผลงานและลิขสิทธ์ การออกแบบ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเซ็น แบบบ้านให้ด้วยในราคานี้ และแบบบ้านที่ขายกันหลายๆพันถึงหมื่นบาทที่ออกแบบโดยสถาปนิก ไม่ใช่ช่างเขียนแบบที่พบตามกลุ่มหรือเพจทั่วไปนั้น ก็จะยังไม่มีไม่รวมค่าดำเนินการส่วนนี้เช่นกัน. อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถให้ใครดำเนินการให้ได่ ก็สามารถให้ทางวิศวกร และสถาปนิกของทางเราดำเนินการให้ได้เช่นกัน 

         ดังนั้นสรุปคือราคา 5,000 - 5,500 บาทที่ท่านจ่ายนั้นเป็นราคาของลิขสิทธิ์แบบบ้านครับ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเซ็น แบบบ้านให้ด้วยในราคานี้ อย่างไรก็ตาม ก็สามารถสั่งซื้อแบบบ้านที่ดำเนินการโดยวิศวกรเรียบร้อยแล้วได้ในราคา 8,500 บาท (จะเป็นแบบบ้านที่มีการเซ็นรับรองจากวิศวกร + การวาดผังบริเวณ + การออกใบรับรอง + การออกรายการคำนวณ )
    **ปล.** แบบบ้านของทางเราราคา 5,500 บาท ออกแบบโดยทีมงาน วิศวกร และสถาปนิกที่มีประสบการณ์ การทำงาน ออกแบบในรูปทรงที่มีความยากและสวยงามกว่าแบบบ้านทั่วไป  และปัจจุบันมีการนำแบบบ้านไปสร้างมากมายทั่วประเทศแล้ว ดังนั้นอย่าเสียดายเงินเพียงเล็กๆน้อยๆ ที่จะต้องจ่ายค่าดำเนินการเซ็น หรือไปซื่อแบบถูกๆ กับบางเพจ หรือบางเว็บที่  เขียนแบบโดยนายช่างโยธา ปวส. เลยครับ จะได้ไม่คุ้มเสีย
     
     
     
  2.  ถาม : จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบบ้านสามารถสร้างบนที่ดินที่มีอยู่ได้หรือไม่
    ตอบ : แบบบ้านของเราแต่ละแบบได้ระบุขนาดของตัวบ้านไว้แล้ว ทั้งความกว้างและความลึกของตัวบ้านซึ่งมีหน่วยเป็นเมตร ดังนั้นท่านต้องทราบขนาดที่ดินทั้ง ความกว้างความลึก  ว่ามีระยะกี่เมตร ก่อน และ ทั้งนี้ตามกฏหมายนั้นระบุไว้ว่าจะปลูกสร้างได้ ต้องมีพื้นที่ว่างเหลือไม่น้อยกว่า ด้านละ 2 เมตรถึงจะขออนุญาตก่อสร้างได้ เช่น บ้าน BP01 แจ้งว่ามีความกว้าง 9 เมตร ที่ดินของท่านก็ต้องกว้างไม่ต่ำกว่า 13 เมตร  (เว้นที่ว่างข้างละ 2 เมตร)   

  3. ถาม : โอนเงินและสั่งแบบบ้านไปแล้วกี่วันจึงจะได้รับแบบบ้าน
    ตอบ : เรามีแบบบ้านพร้อมส่งทุกแบบหากท่านได้โอนชำระเงินวันไหนแจ้งการโอนเงินพร้อมบอกที่อยู่ได้ที่ line : @banpatan หรือเมล์แจ้งมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. โดย จะจัดส่งในวันรุ่งขึ้น โดยจะส่งแบบบ้านเป็นเอกสาร A3 ทางระบบไปรษณีย์ EMS ใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทางครับ
  4. ถาม : กลัวว่าหากโอนเงินให้แล้วจะโดนโกงไม่ได้รับแบบบ้านตามที่บอกไว้ในเว็บ
    ตอบ :
    ปกติหากท่านที่ไม่เคยซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์อาจจะกังวใจว่าเวลาโอนเงินสั่งซื้อของจะได้ของตามนั้นหรือไม่ สำหรับเว็บไซต์ของเรานั้นมี facebook page ซึ่งได้นำภาพการก่อสร้างบ้านตามจังหวัดต่างๆมานำเสนออย่างต่อเนื่องดังที่แจ้งไว้ในข้อที่ 1 ดังนั้นจึงเป็นข้อยืนยันได้ว่าแบบบ้านถูกจัดส่งและสามารถนำไปสร้างจริงอย่างแน่นอนครับ

  5. ถาม : แบบบ้านราคา5,000 บาทเป็นแบบบ้านที่มีรายละเอียดครบถ้วนแล้วหรือไม่หรือเป็นแค่แบบร่างเฉยๆ
    ตอบ : แบบบ้านหรือที่เรียกติดปากว่าพิมพ์เขียวของเรานั้นเป็นแบบก่อสร้างที่มีรายละเอียดครบถ้วนทั้ง โครงสร้าง สถาปัตย ระบบไฟฟ้า น้ำเสีย และอื่นๆครับ ปกติจะมีประมาณ 40 หน้า ไม่ได้เป็นเพียงแบบร่างที่มีเฉพาะผังบ้านและรูปด้านต่างๆ และแบบบ้านทุกแบบจะแถมรายการวัสดุก่อสร้างหรือ BOQ ให้กับท่านด้วยเพื่อนำไปใช้ประกอบนการกู้ยืมเงินย รวมทั้งจะมีฐานข้อมูลผู้รับเหมาทั่วประเทศให้สำหรับใช้ในการติดต่อประเมินราคา เปรียบเทียบราคา การสร้างบ้านครับ

  6. ซื้อแบบบ้านแล้วขอไฟล์CAD หรือไฟล์ 3D หรือไฟล์ PDF ด้วยได้ไหม
    ตอบ : ตามปกติการจะให้ไฟล์ทุกประเภทดังกล่าวให้กับลูกค้านั้นจะต้องเป็นการว่าจ้างออกแบบและเขียนแบบโดยเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงตามอัตราค่าวิชาชีพสถาปนิกและเจ้าของบ้านมีสิทธิในตัวแบบบ้านร่วมด้วยแต่สำหรับการจัดซื้อแบบบ้านสำเร็จรูปของเรานั้น ลิขสิทธิ์เป็นของทางเราดังนั้นจึงไม่สามารถให้ไฟล์ใดๆ กับลูกค้าได้

  7. บ้านที่สร้างจริงในจังหวัดต่างๆในหน้า เพจfacebook นั้นราคาเท่าไหร่
    ตอบ : เนื่องจากภาพการก่อสร้างบ้านทุกหลังในเพจหรือ facebook นั้นเป็นภาพที่เจ้าของบ้านนำแบบบ้านของเราไปสร้างกันเองในจังหวัดต่างๆ และส่งภาพเข้ามาแชร์กัน มิใช่เป็นการก่อสร้างจากทางเราดังนั้นเรื่องราคาการก่อสร้าง ทางเราจึงไม่มีข้อมูลเช่นกันครับ และที่จริงแล้วราคาก็เป้นราคาของบ้านหลังนั้น ไม่สามารถนำมาประเมินการก่อสร้างได้ เนื่องจากบ้านแต่ละหลังสร้างคนละจังหวัด ใช้วัสดุต่างกัน และใช้ผู้รับเหมาคนละชุดกันซึ่งส่งผลกับราคาทั้งสิ้น และที่จริงแล้วในเว็บไซต์แบบบ้านทุกแบบ ก็จะมีราคาประเมินเริ่มต้นแจ้งให้ทราบแล้ว รวมทั้งมีพื้นที่ใช้สอยแจ้งไว้ท่านสามารถนำไปคูณกับราคาก่อสร้างต่อตารางเมตร ในระแวกบ้านของท่านเพื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นได้เองครับ (ปล.ในอัลบั้มภาพของบ้านทุกหลังจะเขียนบอกรหัสแบบบ้านไว้ )

  8. ราคาก่อสร้างบ้านแต่ละหลังที่บอกไว้ในเว็บไซต์นั้นได้มาจากไหน
    ตอบ: ราคาประเมินการก่อสร้างที่ทางเราแจ้งไว้ในเว็บไซต์ จะเขียนไว้ว่าเป็นราคาประเมินเริ่มต้น นั้นหมายถึงราคาจะไม่มีทางต่ำกว่าที่ประเมินแล้ว และในการสร้างจริงจะเป็นเท่าไดนั้น ขึ้นอยู่กับ คุณภาพวัสดุที่ท่านเลือกใช่้ การตกแต่ง การต่อเติมส่วนต่างๆ และที่สำคัญอยู่ที่ ส่วนต่างกำไรที่ผู้รับเหมาแต่ละคนคิดซึ่งไม่เท่ากัน (ราคาก่อสร้างบ้าน = ค่าวัสดุอุปกรณ์+ค่าแรงงาน+กำไรของผู้รับเหมา) ดังนั้นหากท่านก่อสร้างด้วยการใช้วัสดุในเกรดเริ่มต้น ไม่มีการต่อเติมหรือตกแต่งมาก และที่สำคัญผู้รับเหมาไม่คิดกำไรมาก ราคาก่อสร้างบ้านก็จะไม่ห่างจากที่ประเมินไว้ครับ

  9. ซื้อแบบบ้านที่นี่มีข้อได้เปรียบอย่างไร
    ตอบ : นอกจากแบบบ้านที่มีความสวยงามเน้นเอกลักษณ์ ราคาประหยัดแล้ว จุดเด่นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะซื้อแบบบ้านของเราคือ

    1. แบบบ้านของเราทุกแบบเป็นแบบบ้านที่นำไปสร้างกันจริงๆทั่วประเทศซึ่งเรามี fanpage ที่จะอัพเดทผลงานการก่อสร้างจริงทั่วประเทศโดยตลอด ดังนั้นท่านจะได้ห็นตัวอย่างของจริงที่แตกต่างกันไปในแต่ละหลัง ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดไอเดียการปรับแต่งของท่านได้ซึ่งจะแตกต่างจากบางแห่งซึ่งมีแต่ภาพตัวอย่าง 3d ให้ดูซึ่งอาจจะแตกต่างจากการสร้างจริงในรายละเอียดต่างๆ

    2.ทางบ้านป่าตาลได้จัดเตรียมฐานข้อมูลผู้รับเหมาในจังหวัดต่างๆไว้ให้กับท่านที่ได้ซื้อแบบไป เพื่อได้นำไปติดต่อสอบถามราคาก่อสร้างเพราะแน่นอนว่าการที่มีข้อมูลผู้รับเหมามากๆจะช่วยให้ท่านสามารถเปรียบเทียบราคาและคุณภาพได้ดีกว่า และฐานข้อมูลออนไลน์จะมีการอัพเดทจำนวนผู้รับเหมาตลอดเวลา และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
แบบบ้านเป็นลิขสิทธิ์บริษัทบ้านป่าตาลจำกัด ห้ามคัดลอดเลียนแบบผลงาน ห้ามนำภาพหรือเนื้อหาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนมีความผิดทางกฏหมาย