• LINE : @banpatan
  • banpatan2006@gmail.com
  • แบบบ้านป่าตาลไทยประยุกต์ " ไมใช่แค่แบบบ้านแต่มันคืองานศิลปะ "

รายละเอียดแบบบ้าน

การสั่งซื้อแบบบ้านป่าตาล

หากท่านได้อ่านรายละเอียดแบบบ้านเรียบร้อย และตัดสินใจเลือกแบบบ้านแล้ว ท่านสามารถสั่งซื้อแบบบ้านได้ตามขั้นตอนดังนี้

1. โอนเงินค่าแบบบ้านจำนวนทั้งสิ้น 5,500 บาท( ค่าแบบบ้านรวมค่าจัดส่ง EMS ทั่วประเทศแล้วโดยโปรดโอนเงินที่หมายเลขบัญชีธนาคาร ตามรายละเอียดด้านล่าง (สำหรับการจัดส่งไปยังต่างประเทศ เพิ่มค่าส่ง 500 บาทรวมยอดโอนเงินเป็น 6,000 บาท )โดยสามารถใช้บริการ Western Union ได้ครับ)

ตัวอย่างการจัดส่งเอกสารไปต่างประเทศ

   

 


หมายเลขบัญชีสำหรับการโอนเงิน

 

2.เมื่อท่านโอนค่าแบบบ้านแล้วโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ แจ้งเวลาในการโอน ที่อยู่ในการจัดส่ง และแจ้งรหัสแบบบ้านที่ท่านต้องการ อีเมล์  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.    หรือทางไลน์  @banpatan   (มีตัว @ นำหน้า) 

3. เอกสารแบบบ้านที่สั่งซื้อ ต้องมีการจัดเตรียมเอกสารดังนั้น จะจัดส่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากการโอนเงิน (เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ท่านทราบอีกครั้ง ในขั้นตอนแจ้งโอนเงิน)

(ปล. ปกติทางเราจะไ่ม่แจ้งรหัสติดตามไปรษณีย์ให้แก่ผู้สั่งซื้อเนื่องจากภาระกิจงานประจำค่อนข้างมากจึงไม่ขอแจ้งเหมือนเว็บอื่นๆ แต่หากท่าน ต้องการไปรับเอกสารเองที่ไปรษณีย์ หรือไม่ได้รับแบบนานเกิน 4 วันนับจากวันที่ทางเราแจ้งส่งเอกสาร ขอให้ท่านสอบถามรหัสติดตามไปรษณีย์ได้ที่ line id : @banpatan และหากแบบบ้านเกิิดการสูญหายจริงๆ ทางเราจะรับผิดชอบส่งแบบบ้านไปให้ท่านใหม่ รวมทั้งขอแจ้งให้กับท่านที่เกรงกลัวต่อการโดนโกง หรือเพิ่งเคยสั่งของทางอินเทอร์เน็ต และต้องโทรตามของตลอดเวลา หรือ โทรสั่งวันนี้ พรุ่งนี้โทรตามของ ว่าถ้าไม่มั่นใจกรุณาไม่สั่งของจากทางเว็บเรานะครับจะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่ายครับ (ถึงแม้จะทางเราเป็นบริษัทฯ บางท่านก็ยังกลัวโดนโกง เพราะไม่เคยสั่งของทางเว็บ) 

 


ช่องทาง แจ้งการโอนเงินค่าแบบบ้าน(เลือกช่องทางเดียว) 

1. แจ้งโอนเงินทาง Line  

ใช้ line id :  @banpatan  (ใส่สัญลักษณ์ @ หน้า banpatan ด้วยครับ) 

2.ช่องทาง Email This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

3. หากไม่สะดวกทางไลนฺ์หรือเมล์ สามารถใช้ ช่องทางโทรศัพท์ได้ครับ   : คุณไปรยา 089-9533169  (** กรุณาใช้โทรแจ้งการโอนเท่านั้น หากไม่ใช่่เรื่องการโอนเงิน แต่เป็นเรื่องอื่นเช่น รับสร้างบ้านไหม  แก้ไขบ้านได้ไหม มีผู้รับเหมาไหม  แบบเอาไปยื่นได้ไหม ขอให้ท่านได้ใช้ line  ในการติดต่อ หรือ เข้าดูข้อมูลที่ทางเราได้รวบรวมไว้แล้วก่อนครับ  ที่เมนูรวมคำถาม หรือ คลิ๊กที่นี่

(ปล. เนื่องจากในแต่ละวันทางเราจะต้องตอบคำถามซ้ำๆกันมากมาย ซึ่งอาจจะไม่สะดวกตอบคำถามได้หมด ดังนั้นก่อน line สอบถาม สิ่งใด เช่นแบบใช้ยื่นกู้ได้ไหม ส่งกี่วัน รับก่อสร้างด้วยไหม เปลี่ยนแปลงแบบได้ไหม ฯลฯ กรุณาท่านเข้าดูคำถามคำตอบต่างๆที่เราได้รวบรวม ไว้แล้วที่เมนูนี้ >> รวมคำถามเกี่ยวกับแบบบ้าน 

 


จุดเด่นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะซื้อแบบบ้านของเราคือ

1. แบบบ้านของเราทุกแบบเป็นแบบบ้านที่นำไปสร้างกันจริงๆทั่วประเทศซึ่งเรามี fanpage ที่ http://www.facebook.com/banpatan2006 ที่จะอัพเดทผลงานการก่อสร้างจริงทั่วประเทศโดยตลอด ดังนั้นท่านจะไ้ด้เห็นตัวอย่างของจริงที่แตกต่างกันไปในแต่ละหลัง ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดไอเดียการปรับแต่งของท่านได้ซึ่งจะแตกต่างจากบางแห่งซึ่งมีแต่ภาพตัวอย่าง 3d ให้ดูซึ่งอาจจะแตกต่างจากการสร้างจริงในรายละเอียดต่างๆ

2. ทางบ้านป่าตาลได้จัดเตรียมฐานข้อมูลผู้รับเหมาในจังหวัดต่างๆไว้ให้กับท่านที่ได้ซื้อแบบไป เพื่อได้นำไปติดต่อสอบถามราคาก่อสร้างเพราะแน่นอนว่าการที่มีข้อมูลผู้รับเหมามากๆจะช่วยให้ท่านสามารถเปรียบเทียบราคาและคุณภาพได้ดีกว่า และฐานข้อมูลออนไลน์จะมีการอัพเดทจำนวนผู้รับเหมาตลอดเวลา และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

 


รายละเอียดเอกสารที่ท่านจะได้รับจากเรา

 

1.แบบบ้านฉบับสมบูรณ์พร้อมสร้าง(เอกสาร A3 จำนวน 40-50 แผ่น) ประกอบไปด้วย
  1.1. รายการสารบัญแบบ รายการวัสดุพื้น ผนัง 
  1.2. แบบแปลนบ้านทุกชั้น แสดงรายละเอียดขนาดกว้างยาวของแต่ละห้องอย่างละเอียด พร้อมระบุรายการวัสดุที่ใช้ 
  1.3. แบบรูปด้านตัวบ้านทั้ง 4 ด้าน 
  1.4. แบบรูปตัดแสดงรายละเอียดความสูงของตัวบ้าน รายละเอียดวัสดุก่อสร้าง รายละเอียดโครงหลังคา 
  1.5. แบบขยายรายละเอียดบันได ระบุวัสดุที่ใช้ทำพื้น ขนาดลูกตั้ง ลูกนอน รายละเอียดราวบันได 
  1.6. แบบขยายรายละเอียดห้องน้ำทุกห้อง พร้อมระบุรายการวัสดุพื้น ผนัง รายการสุขภัณฑ์ และอุปกรณ์ในห้องน้ำอย่างละเอียด 
  1.7. แบบขยายรายละเอียดประตู หน้าต่าง พร้อมระบุชนิด ขนาด วงกบ อุปกรณ์บานพับ มือจับ ลูกบิด กลอน 
  1.8. แบบงานฐานราก คาน เสา พื้น คอนกรีตเสริมเหล็ก 
  1.9. แบบขยายงานโครงสร้างหน้าตัดคาน พื้น เสา ฐานราก โครงหลังคา
  1.10. แบบผังไฟฟ้า ประปา
ฯลฯ

2 . ไฟล์รายการวัสดุและประมาณราคา (BOQ) เพื่อใช้สำหรับการยื่นกู้กับธนาคาร (ปกติทั่วไปจะไม่มีตัวนี้ให้ครับ เพราะต้องจ้างถอดแบบ แต่เราแถมให้ท่านฟรี )

3. รายชื่อผู้รับเหมาทั่วประเทศ จะเป็นฐานข้อมูลที่จะให้ท่านได้สืบค้นผู้รับเหมาในพื้นที่ และเปรียบเทียบราคาจากผู้รับเหมาแต่ละราย

 

 

เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของหลังคาบ้านและประเภทของหลังคาบ้าน
               บ้านเรือนไทยในสมัยโบราณ มีวิวัฒนาการของการใช้วัสดุที่นำมาสร้างหลังคาบ้าน เริ่มต้นกันตั้งแต่วัสดุธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวเช่นใบไม้ต่างๆ อาทิ หญ้าคา ใบตองตึง  โดยนำมาจัดเรียงและมัดรวมกันเป็นผืนที่เรียกว่า ตับ โดย การนำหญ้าคามาใช้นี่เอง จึงเป็นต้นกำเนิดคำเรียก “หลังคา”  และวิวัฒนาการมาเป็นวัสดุที่มีความแข็งเช่น ไม้ เครื่องปั้นดินเผา ซีเมนต์ เป็นต้น  (สมัยโบราณมีการนำเอาดินเหนียวมารีดเป็นแผ่นบางๆและนำไปเผาเกิดเป็นแผ่นดินเผาที่สามารถนำไปเป็นวัสดุมุงหลังคาได้ ในภาคเหนือเรียกว่าดินขอ เนื่องจากส่วนปลายจะพับเป็นรูปขอเกี่ยว 90 องศา เพื่อให้เกี่ยวกับแปหลังคาบ้านได้   ซึ่งดินเผาจะดูดซึมน้ำได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความเย็นกับตัวบ้าน แต่ความชื้นก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานของแผ่นดินเผาลดน้อยลง  สมัยโบราณจึงต้องมีการปูทับหลายๆชั้นเพื่อป้องกันความเสียหาย  และหลังคาก็ได้วิวัฒนาการมาสู่ปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาด้านความคงทนมากขึ้น เช่นหลังคาซีเมนต์ หลังคาใยหิน หลังคาสังกะสี เป็นต้น
“หลังคา” จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารที่มีความสำคัญมาก ทั้งในเรื่องของการป้องกันความร้อน ฝน ลม และความหนาวเย็น รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้อาคารได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปัจจุบันโครงสร้างและวัสดุที่นำมาทำเป็นหลังคามักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความคงทนถาวร  ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอก และเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
สำหรับรูปแบบของหลังคาที่นิยมออกแบบสำหรับบ้านในปัจจุบัน ได้แก่ หลังคาเพิงหมาแหงน หลังคาจั่ว  หลังคาปั้นหยา หลังคาพื้นคอนกรีตเรียบ รวมถึงหลังคาในรูปแบบอิสระ เป็นต้น การพิจารณาว่าจะเลือกใช้หลังคาแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งรูปแบบของอาคารด้วยเช่นกัน

 

รูปแบบของหลังคาบ้านที่ใช้กันโดยส่วนมากในปัจจุบัน

  1. หลังคาบ้านทรงเพิงแหงนหรือหลังคาแหงน
    หลังคาเพิงหมาแหงน หรือเพิงแหงนตามชื่อเป็นทรงหลังคาที่เน้นการสร้างที่ง่ายๆ นิยมสร้างสำหรับเพิงพักชั่วคราวในสวนในไร่ เป็นหลังคาที่มีลักษณะแบนราบแต่ลาดเอียงโดยยกด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และมีเชิงชายรอบตัวบ้าน โดยอาจจะออกแบบให้ด้านหน้ามีเชิงชายยื่นออกมามากกว่าด้านอื่นๆเล็กน้อยเพื่อให้บังแดดด้านหน้าบ้านได้ดี และการทำลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปเราอาจจะพบเห็นหลังคาเพิงหมาแหงนในบ้านที่มีรูปทรงแบบสมัยใหม่ (Modern)  และ อาจะมีการเพิ่มลูกเล่นในการทำหลังคาแบบ ซ้อนกันหรือทำแบบสองแผ่นเอียงไปคนละด้านก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มลูกเล่นและความสวยงามให้แก่ตัวบ้าน
  2. หลังคาบ้านทรงจั่ว (Gable Roof)  
    หลังคาบ้านแบบจั่ว ผืนหลังคาจะมีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง(ที่เรียกว่าดั้งหลังคา) เป็นหลังคาบ้านที่นิยมใช้กันทั่วไป เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา เพราะจะมีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามาก จึงเป็นเหมือนฉนวนกันความร้อนได้อย่างดี หากเจาะช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้งสองด้านก็จะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้ดียิ่งขึ้น ก่อสร้างก็ง่าย กันแดดกันฝนได้ดีอีกทั้งยังเป็นรูปแบบทรงหลังคาที่ใช้กันมากในบ้านเรือนไทยสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะมีการออกแบบให้ดั้งของหลังคาที่ความสูง เพื่อเพิ่มมุมลาดเอียงให้แก่หลังคาบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้น้ำฝนไหลลงได้อย่างสะดวก ลดการแตกหักของวัสดุมุงหลังคา จากลม ฝน ลูกเห็บ หรือกิ่งไม้ต่างๆ
  3. หลังคาบ้านทรงปั้นหยา (Hip Roof)
    หลังคารูปแบบนี้มีด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกันคล้ายๆปิรามิด ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยรับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในสมัยรัชการที่ 5 -6  สามารถกันแดดกันฝนได้ทุกด้าน สวยงาม ทนต่อการปะทะของแรงลมได้ดี แต่ไม่มีหน้าจั่วเพื่อระบายอากาศร้อน จึงอาจจะต้องระบายทางพื้นชายคาแทน แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเนื่องจากอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ดังนั้นการก่อสร้างบ้านโดยการใช้หลังคาปั้นหยาอาจจะต้องใช้วัสดุกันความร้อนอย่างอื่นเข้าช่วยเช่น แผ่นสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน


  4. หลังคากึ่งปั้นหยากึ่งจั่ว
    เป็นหลังคาที่ประยุกต์นำจุดเด่นของหลังคาปั้นหยาซึ่งมีความแข็งแรง สามารถรับแรงปะทะจากลม แดด ฝน ได้ทุกด้านของบ้าน มีลักษณะเหมือนทรงปั้นหยาแต่ส่วนบนจะมีปลายจั่ว รวมกับจุดเด่นของหลังคาจั่วในเรื่องการระบายความร้อนออกมาจากหน้าจั่วได้ดี เนื่องจากมีช่องอากาศที่หน้าจั่วซึ่งลมสามารถพัดเข้าไปไล่อากาศร้อน รวมถึงอากาศร้อนก็จะลอยตัวออกมาจากหน้าจั่วนี้ได้    ซึ่งลักษณะของหลังคาดังกล่าวพบเห็นมากในบ้านเรือนทรงไทยล้านนาในภาคเหนือ และยังคงถูกนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมีข้อดีมากแล้วยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์อีกด้วย
  1. หลังคาเรียบ (Flat Slab Roof)

    ส่วนมากเป็นหลังคาคอนกรีต มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือเทไปยังท่อระบายบนหลังคา (Roof Drain) นิยมใช้สร้างเป็นหลังคาอาคารประเภทตึกแถว คอนโด และบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ในรูปทรงเรขาคณิต (สไตล์โมเดิร์น) พื้นหลังคาสามารถจัดเป็นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เช่น วางถังเก็บน้ำ ตากผ้า นั่งเล่น และจัดสวน แต่เนื่องจากหลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี เช่น การผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้วให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วกันซึมทับอีกครั้ง

สรุปข้อดีข้อเสียของหลังคาแต่ละประเภท

ประเภทหลังคา

ข้อดี จุดเด่น

ข้อเสีย จุดด้อย

หลังคาทรงเพิงแหงน

สร้างง่าย ประหยัดงบประมาณ

ป้องกัน แดด ลม ฝน ได้เฉพาะด้านหน้า

หลังคาทรงจั่ว

สร้างง่าย ระบายความร้อนได้ดี

ไม่สามารถป้องกัน แดด ลม ฝนด้านหน้าจั่วได้

หลังคาทรงปั้นหยา

สร้างง่าย ทนทานป้องกันแดดฝนได้ดี

ไม่สามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้

หลังคาทรงเรียบ

สร้างง่าย งบน้อย ใช้พื้นที่หลังคาได้

ระบายน้ำไม่ดี มีความร้อนสูง

หลังคากึ่งจั่วกึ่งปั้นหยา

ป้องกันแดด ลมฝนได้ทุกด้าน และสามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ดี

สร้างยาก มีราคาสูงกว่าแบบอื่น

 

 

ประกาศ!

เนื่องจากวันที่ 10-13 ตุลาคม 2561 เป็นวันหยุดประจำปี ทางเราขอแจ้ง งดจัดส่งแบบบ้านนะครับ ทั้งนี้ท่านสามารถโอนเงิน สั่งซื้อได้ก่อนและหลังวันดังกล่าว และสามารถติดต่อทาง line ได้ตามปกติครับ 

แบบบ้านป้องกันรองรับแผ่นดินไหว

            จากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือน พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมาในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เป็นผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายทั้งอาคารบ้านเรือน สถาบันการศึกษา วัดวาอารามต่างๆ ซึ๋งภัยธรรมชาติดังกล่าวเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ และมีหลักฐานในประเทศไทยก็ว่าได้

             จากเหตุการณ์ทำให้เกิดการตื่นตัวในแวดวงวิชาการในการป้องกันเหตุแผ่นดินไหวที่จะทำลายอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดยนักวิชาการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหว ได้ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารที่จะช่วงป้องกันและรองรับการเสียหายของแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางเราจึงขอนำเสนอบทความดังกล่าวซึ่งคัดลอกมาจาก เว็บผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th ซึ่งจะช่วยให้ท่านที่กำลังจะสร้างบ้านในเขตพื้นที่เสียงภัยได้นำหลักการไปประยุกต์สร้างบ้านของตัวเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้นะครับ

รศ.ดร.อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการสภาวิศวกร อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้เสนอตัวอย่างการเสริมเหล็กในโครงสร้างบ้านปูนเพื่อต้านแผ่นดินไหว โดยมีรายละเอียดของ คาน เสา ข้อต่อระหว่างคานและเสา และการทำของอที่ปลายเหล็กปลอก ดังนี้

1.แบบเสริมเหล็กคาน
บริเวณที่ต้องเสริมเหล็กให้แข็งแรงคือบริเวณปลายคานทั้งสองด้าน ดังนั้นการเสริมเหล็กปลอกในคานจะแบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ 1. บริเวณปลายคานวัดออกมาจากเสาสองเท่าของความลึกคาน ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน หนึ่งในสี่ของความลึกคาน และ 2. บริเวณกลางคานให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของความลึกคาน เช่น คานลึก 40 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกิน 10 ซม. (หรือหนึ่งในสี่ของความลึกคาน) ในระยะ 80 ซม. จากปลายคานทั้งสองด้าน ส่วนบริเวณตรงกลางใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของความลึกคาน)

2.แบบเสริมเหล็กเสา
บริเวณที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ปลายเสาทั้งด้านบนและด้านล่าง การเสริมเหล็กปลอกในเสาจึงแบ่งเป็น 2 บริเวณเช่นกัน คือ 1. บริเวณปลายเสาวัดออกมาเป็นระยะ 50 ซม. ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสา และ 2. บริเวณกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ขนาดเสา เช่น เสาหน้าตัด 20x20 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. ในระยะ 50 ซม. ที่ปลายบนและล่าง ให้มีระยะเรียงไม่เกิน 10 ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 7.5 ซม. ส่วนบริเวณตรงกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (ขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 15 ซม. ซึ่งดีกว่ามาตรฐาน ในขณะที่เสาตอม่อหรือเสาใต้ถุนบ้านให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสา ตลอดความสูงของเสา

3. แบบเสริมเหล็กข้อต่อคาน-เสา
ข้อต่อคือบริเวณที่คานและเสามาต่อกัน มีหน้าที่สำคัญในการยึดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน หากข้อต่อเสียหายรุนแรง อาจจะทำคานและเสาหลุดแยกออกจากกันแล้วทำให้โครงสร้างถล่มได้ ดังนั้นต้องเสริมเหล็กปลอกในข้อต่อคานเสาเพื่อป้องกันการวิบัติด้วย โดยต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. และมีระยะระหว่างเหล็กปลอกไม่เกินด้านแคบของเสา เช่น เสาขนาด 20 x 20 ซม. ระยะเรียงของเหล็กปลอกในข้อต่อต้องไม่เกิน 20 ซม. (หรือหากใช้เพียงครึ่งหนึ่งหรือ 10 ซม. ก็จะดีมาก)

4. แบบเสริมเหล็กที่ปลายคานตัวนอก
คานที่บรรจบกับเสาต้นนอก จะต้องงอฉากที่ปลายเหล็กบนและเหล็กล่างในคาน ให้ฝังเข้าไปในเสา เพื่อให้เกิดการยึดระหว่างคานกับเสาอย่างแข็งแรง หากไม่งอฉากแล้ว คานอาจจะหลุดแยกจากเสาได้ เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหว

5. แบบของเหล็กปลอกต้านแผ่นดินไหวเหล็กปลอกคือเหล็กเป็นวงที่พันรอบเหล็กแกน เป็นเหล็กที่มีหน้าที่สำคัญสองประการคือ 1. ป้องกันการการกะเทาะหลุดของคอนกรีต และ 2. ป้องกันการคดงอของเหล็กแกน แต่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงรายพบว่า ปริมาณเหล็กปลอกที่เสริมในเสาน้อยเกินไป อีกทั้งวิธีการดัดงอเหล็กปลอกยังไม่แข็งแรงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เหล็กปลอกง้างหลุดออกมาเป็นจำนวนมาก การเสริมเหล็กปลอกให้แข็งแรงนั้น ปลายเหล็กปลอกควรดัดทำมุม 135 องศาแล้วฝังเข้าไปในแกนคอนกรีตเพื่อยึดเหล็กปลอกให้ตรึงแน่นอยู่กับแกนเสา หากไม่งอ 135 องศาแล้ว เหล็กปลอกจะถูกคอนกรีตดันจนง้างหลุดออกจากเสาได้"

 

นอกจากนั้นในรายงานของสำนักข่าว คมชัดลึก http://www.komchadluek.net/ ได้สรุปงานวิจัยของ รศ.ดร.อมร พิมานมาศ ซึ่งได้นำเสนอ 10 แนวทางการออกแบบอาคารในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ไม่ยาก และเหมาะกับการก่อสร้างในบ้านเรา ประกอบด้วย

            1. วัสดุก่อสร้างต้องได้มาตรฐาน คอนกรีตต้องมีกำลังรับน้ำหนักไม่น้อยกว่า 240 กก.ต่อตารางเซนติเมตร หรือมากกว่านั้น เหล็กเส้นต้องเป็นเหล็กได้มาตรฐาน มี มอก. รองรับ การใช้คอนกรีตที่ด้อยคุณภาพหรือเหล็กไม่เต็มเส้นจะทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรง

            2. เสาบ้านต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 20 ซม. เสาที่มีขนาดใหญ่ยิ่งต้านแผ่นดินไหวได้ดี เพราะเสาเป็นโครงสร้างหลักที่ต้องต้านแผ่นดินไหว หากเสาเล็กเกินไป อาจทำให้โครงสร้างอาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มได้โดยง่าย

            3. เหล็กเส้นในเสาต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น และมีขนาดไม่ต่ำกว่า 12 มม.

           4.เสาทุกต้นต้องเสริมเหล็กปลอก โดยเหล็กปลอกต้องพันเป็นวงรอบเหล็กแกน เหล็กปลอกที่ใช้ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. หากใช้เหล็กขนาด 9 มม. ได้ยิ่งดี และต้องพันเหล็กปลอกให้ถี่ๆ โดยเฉพาะที่โคนเสาและปลายเสาด้านบนต้องวางเหล็กปลอกจำนวนอย่างน้อย 10 วง ในระยะ 50 ซม. วัดจากปลายด้านบนและปลายด้านล่างของเสาทุกต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาชั้นล่างสุดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

           5.ข้อต่อหรือบริเวณที่คานและเสามาบรรจบกันจะต้องเสริมเหล็กปลอกเช่นกัน โดยต้องใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. จำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น พันรอบเหล็กแกนในบริเวณข้อต่อ

           6.คาน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ หากสามารถพันเหล็กปลอกที่บริเวณปลายคานให้ถี่ๆ ได้ จะทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น

           7.หลีกเลี่ยงการต่อเติมส่วนต่างๆ ของโครงสร้างเอง เช่น การต่อเติมชั้นลอยอาจทำให้เสาปกติกลายเป็นเสาสั้นและอาจทำให้ถูกเฉือนขาดได้ง่าย

           8.ต้องระวังการก่อสร้างบ้านที่ชั้นล่างเปิดโล่ง แนวทางป้องกันควรทำค้ำยันไม้หรือเหล็กจากมุมล่างของเสาต้นหนึ่งไปยังมุมบนของเสาต้นถัดไปเป็นรูปกากบาท จะทำให้ชั้นที่เปิดโล่งนั้นมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไม่พังถล่มลงมา

           9.การก่อกำแพงอิฐต้องก่อให้ตลอดความสูงของเสา ห้ามปล่อยให้มีช่องว่าง เพราะจะทำให้เกิดการเฉือนขาดได้ง่ายๆ

          10.ในการก่อสร้างบ้านที่แข็งแรงนั้น ควรมีวิศวกรโยธาเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

 

ทั้งนี้จากการสำรวจพื้นที่ความเสียกหายของอาคารบ้านเรือนในเขตจังหวัดเชียงรายโดยสภาวิศวกรรมเแห่งประเทศไทยนั้น ได้สรุปสาเหตุความเสียหายว่าเกิดจาการก่อสร้างอาคารในส่วนของ คาน และ เสาซึ่งไม่ได้มาตราฐาน ดังนั้นจึงได้แนะนำการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างหลักและเสาไว้ได้อย่างน่าสนใจโดยแบ่งตามระดับความเสียหายดังนี้คือ

               1.ความเสียหายระดับ 4 หรือรุนแรงมากที่สุด: บ้านที่ใช้เสาปูนไม่ได้มาตรฐาน เช่น เสาขนาดเล็กกว่า 20 ซม. หรือเสริมเหล็กแกนไม่ครบ 4 เส้นตามมาตรฐาน จะพังถล่มโดยสิ้นเชิง เช่น เสาหัก หรือขาดจากกัน ทำให้บ้านทรุดและพังถล่มลงมา

              2.ความเสียหายระดับ 3 หรือรุนแรงมาก: บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 20 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กเท่ากับ 20 ซม. จะเกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาอย่างรุนแรง คอนกรีตแตกระเบิดออก เหล็กปลอกง้างหลุด เหล็กแกนโก่งงอ บิดเบี้ยว แม้ว่าอาคารจะยังไม่พังถล่ม แต่พื้นชั้นสองอาจทรุดตัวแล้ว ดังนั้นต้องรีบซ่อมแซมและเสริมเหล็กใหม่แทนที่เหล็กเดิมที่คดงอโดยเร็ว

              3.ความเสียหายระดับ 2 หรือปานกลาง : บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 25 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกไม่พอ คือ ใช้เหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กปลอกเท่ากับ 25 ซม. เกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาปานกลาง คอนกรีตไม่ถึงขั้นแตกระเบิด มีเฉพาะคอนกรีตส่วนเปลือกที่หลุดออกมาบ้าง อาจสังเกตเห็นเหล็กเสริมได้ แต่เหล็กเสริมยังไม่คด จัดเป็นความเสียหายที่เปลือกคอนกรีตเท่านั้น สามารถซ่อมแซมได้โดยฉาบปูนเกราท์เข้าไปในบริเวณที่เสียหาย

              4.ความเสียหายระดับ 1 หรือเล็กน้อย : บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 30 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 6 มม. มีระยะเรียงเหล็กปลอก 30 ซม. ได้รับความเสียหายที่ปลายบนและล่างเพียงเล็กน้อย แค่ผิวคอนกรีตหลุดถลอกออกมา ไม่กระทบต่อโครงสร้าง สามารถซ่อมแซมได้ โดยฉาบปูนเกราท์เข้าไปในบริเวณที่เสียหาย สามารถใช้งานโครงสร้างได้ดังเดิม

 

จากการวิเคราะห์โครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย พบว่าปัจจัยที่สำคัญต่อความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านปูนคือเสาอาคาร ดังนั้นจึงขอแนะนำกฎ 4 ข้อ สำหรับการก่อสร้างเสาบ้านปูนในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว ดังนี้

               1.เสาของบ้านปูนที่มีความสูง 2 ชั้น ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 20-25 ซม. และขนาดไม่น้อยกว่า 30-35 ซม. สำหรับความสูง 3 ชั้น

              2.เหล็กแกนในเสาต้องไม่น้อยกว่า 4 เส้น หากใช้ 6 เส้นหรือ 8 เส้นจะดีมาก และขนาดของเหล็กแกนต้องไม่เล็กกว่า 12 มม. หากใช้เหล็ก 16 มม. ได้ยิ่งดี เพื่อให้เหล็กไม่คดงอได้ง่ายเมื่อคอนกรีตกะเทาะหลุดออก                                

              3.เหล็กปลอก สำหรับบ้าน 2 ชั้น ควรใช้ไม่น้อยกว่า 6 มม. พันรอบเหล็กแกนเสาให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ส่วนบ้าน 3 ชั้นควรใช้เหล็กปลอกไม่น้อยกว่า 9 มม. พันรอบเหล็กแกนให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ตำแหน่งที่พันเหล็กปลอกถี่นี้ให้วัด 50 ซม. จากปลายบนและปลายล่างของเสา ส่วนตรงกลางเสาให้ใช้ระยะเรียงเหล็กปลอกเป็นสองเท่าหรือ 15 ซม. ได้

             4.เสาตอม่อ หรือเสาใต้ถุนบ้าน ควรมีขนาดใหญ่กว่าเสาชั้นบนด้านละ 5 ซม. และควรเสริมเหล็กปลอกให้ถี่ตามข้อ 3 ตลอดความสูงเสา

จากบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องทางบ้านป่าตาลได้นำหลักการมาออกแบบ แบบบ้านของบ้านป่าตาลตั้งแต่รหัสแบบบ้าน BP26 ให้เป็นแบบบ้านป้องกันแผ่นดินไหวซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในการอยู่อาศัยซึ่งส่งผลต่อทรัพย์สินและสภาพจิตใจ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยในอนาคต

 

 

 

 

https://moyvatube.com/
check out the post right here redwap

my site pakistani xxx